เดินเข้าร้านวัสดุจะเจอปูนหลายสิบยี่ห้อหลายสูตร แต่ทั้งหมดแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักตามงานที่ใช้ และ "ห้ามใช้ข้ามกลุ่ม" ในทิศทางที่อ่อนกว่า
ปูนกำลังอัดสูงสำหรับงานรับน้ำหนัก: เสา คาน พื้น ฐานราก ถนน สังเกตถุงจะระบุ "ปอร์ตแลนด์ประเภท 1" ราคาสูงกว่ากลุ่มอื่น ก้อนแข็งแรงที่สุด ข้อห้าม: เอาไปฉาบไม่ได้ — แข็งเร็ว หดตัวสูง ฉาบแล้วแตกลายงาทั้งผนัง
สูตรสำหรับก่ออิฐ มีแรงยึดเกาะเหนียวกำลังดี อุ้มน้ำพอเหมาะให้อิฐไม่แย่งน้ำจากเนื้อปูน ใช้ก่ออิฐมอญ อิฐบล็อก ส่วนอิฐมวลเบาต้องใช้ "ปูนก่อมวลเบา" โดยเฉพาะ เพราะก่อบางกว่ามาก (2-3 มม.) ใช้ปูนก่อธรรมดาแทนไม่ได้ กำแพงจะร้าวและหลุด
เนื้อละเอียดที่สุด ยืดหยุ่นสูง ฉาบแล้วผิวเรียบไม่แตกลายงา แบ่งย่อยเป็นฉาบทั่วไป ฉาบละเอียด (สำหรับผิวต้องการความเนียนพิเศษ) และฉาบมวลเบา จุดชี้ขาดคุณภาพงานฉาบไม่ใช่แค่ปูน แต่คือ การบ่มน้ำ — ฉาบเสร็จต้องรดน้ำเช้าเย็นต่อเนื่อง 3-7 วัน ผนังที่ไม่บ่มน้ำจะแตกลายงาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ปูนถุงสำเร็จ (ผสมทรายมาแล้ว เติมน้ำอย่างเดียว) แพงกว่าแต่คุมคุณภาพได้เสถียร เหมาะกับงานซ่อมหรือช่างที่ฝีมือไม่นิ่ง ส่วนงานใหญ่ผสมหน้างานถูกกว่า แต่คุณภาพขึ้นกับทรายและสัดส่วนที่ช่างผสม ถ้าเทโครงสร้างปริมาณมาก สั่งคอนกรีตผสมเสร็จ (รถโม่) จากแพลนต์จะคุมกำลังอัดได้แม่นยำที่สุด ระบุค่ากำลังอัด (เช่น 240 ksc) ให้ตรงตามที่วิศวกรกำหนดในแบบ
ดูวันผลิตข้างถุง — ปูนเก่าเกิน 2-3 เดือนหรือถุงที่จับแล้วเป็นก้อนแข็ง คือปูนเสื่อม อย่ารับ และเก็บปูนที่หน้างานให้พ้นฝน วางบนพาเลทไม่ติดพื้นดิน