เมื่อเข้าสู่หน้าฝนหรือในบริเวณที่มีความชื้นสูง สิ่งที่เจ้าของบ้านหลายคนต้องเผชิญคงหนีไม่พ้น กำแพงบ้านขึ้นราและคราบดำ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้บ้านดูทรุดโทรมและไม่น่ามองเท่านั้น แต่สปอร์ของเชื้อรายังเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้วิธีจัดการคราบราอย่างถูกวิธี และแนวทางป้องกันไม่ให้มันกลับมารบกวนบ้านคุณอีกต่อไป
วิธีล้างคราบดำและเชื้อราบนกำแพงอย่างปลอดภัย
การทำความสะอาดเชื้อราต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้สปอร์กระจายไปทั่วบ้าน โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้:
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน: สวมหน้ากากอนามัย แว่นตากันลม และถุงมือยางทุกครั้งเพื่อป้องกันการสูดดมสปอร์ราและเคมีขัดล้าง
- ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อรา: ใช้น้ำยาขจัดเชื้อราโดยเฉพาะ หรือผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำเปล่า ฉีดพ่นลงบนคราบดำ ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาทีให้น้ำยากัดเซาะเชื้อรา
- ขัดทำความสะอาด: ใช้แปรงขัดขนพลาสติกขัดคราบดำออกเบาๆ หลีกเลี่ยงการใช้แปรงลวดเพราะจะทำให้พื้นผิวผนังและสีทาบ้านเสียหาย
- เช็ดและผึ่งให้แห้งสนิท: ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดคราบออกให้หมด จากนั้นเปิดพัดลมหรือเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศจนผนังแห้งสนิท
3 เคล็ดลับป้องกันเชื้อราไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำ
หลังจากกำจัดเชื้อราออกหมดแล้ว สิ่งสำคัญคือการแก้ไขที่ต้นเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้คราบดำกลับมาอีก:
- เพิ่มการระบายอากาศ: เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท หรือติดตั้งพัดลมดูดอากาศในห้องที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ หรือห้องครัว
- ทาผลิตภัณฑ์กันซึม: หากคราบราเกิดจากน้ำซึมผ่านผนัง ให้ใช้น้ำยากันซึมทาเคลือบผิวผนังเพื่อบล็อกความชื้นจากภายนอก
- เลือกใช้สีทาบ้านกันเชื้อรา: หากต้องการทาสีใหม่ ควรเลือกใช้สีที่มีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียโดยเฉพาะ
ข้อควรระวังและเมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญ
ข้อควรระวังเรื่องความปลอดภัย: หากพบคราบราขึ้นใกล้บริเวณปลั๊กไฟ สวิตช์ หรือสายไฟ ห้ามฉีดพ่นน้ำยาหรือใช้น้ำล้างเด็ดขาดเพราะอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ให้ทำการตัดไฟที่คัทเอาท์ก่อนเสมอ นอกจากนี้ หากคราบราเกิดจากการรั่วซึมของท่อน้ำภายในผนัง หรือมีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่บนโครงสร้างกำแพง ควรเรียก ช่างผู้เชี่ยวชาญด้านระบบน้ำและโครงสร้าง เข้ามาตรวจเช็กและแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมที่ต้นเหตุก่อนการทำความสะอาดและทาสีใหม่